Minute of Meeting#1 – Jan 29

1. ระดมทุนเพิ่มเติม 150,000 บาท-ทุกคน

2. จัดการเรื่องเปิดหน่วยธุรกิจ-ทุกคน

3. ติดต่อช่างทำการปรับปรุงร้าน-พี่ปั้น

4. ทำสัญญาเช่าร้าน (7 กพ)-ต่อ

5. ดำเนินการเรื่องภาษี-ต่อ

6. ติดต่อตู้น้ำแข็ง-ตูน

7. ติดต่อเรื่องแอร์และชั้นวางของ-จักร

8. เปิดบัญชี-จักร

9. ติดต่อตู้ ATM-จักร

10. ขอ Layout ฉบับบเต็ม-ต่อ

11. ออกแบบ Brochure promotion-แอน

Next week agenda

1. เรื่องการโอนเงินงวดแรก 50%

2. เรื่องการเพิ่มทุน(หลังICP)

3. เรื่องการ promotion ร้าน

4. Follow up issue from last meeting

PS : อยากให้ทุกคนทำการ subscription e-mail จะได้มี mail เตือนเวลาที่มีคน update ข้อมูล

หมวดหมู่:JOIN MART

กลยุทธ์ส่งเสริมการขาย

มกราคม 24, 2010 ใส่ความเห็น

กลยุทธ์ส่งเสริมการขาย

Source – Department of Industrial Promotion

การดำเนินธุรกิจในยุคที่มีการแข่งขันสูงเช่นปัจจุบัน การส่งเสริมการขาย(Promotion) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำตลาดมากยิ่งขึ้น จุดประสงค์ของการนำกลยุทธ์ส่งเสริมการขายมาใช้เพื่อทำให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจในตัวสินค้ามากขึ้น โดยการเสนอผลประโยชน์พิเศษให้กับลูกค้าเป็นครั้งคราว เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความต้องการสินค้าในช่วงเวลานั้น

กลยุทธ์ส่งเสริมการขายที่นิยมนำมาใช้ในการทำตลาดในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ประกอบการ ซึ่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถเลือกนำมาใช้ให้เหมาะกับสินค้า เช่น การส่งเสริมการขายที่มุ่งสู่ลูกค้าโดยตรง เพื่อต้องการให้ลูกค้าซื้อสินค้ามากขึ้น ผู้ประกอบการก็อาจเลือกใช้วิธีการแจกของตัวอย่าง การสาธิตวิธีการใช้ การให้คูปอง การคืนเงิน ฯลฯ

แต่หากต้องการส่งเสริมการขายโดยมุ่งไปที่ตัวแทนจำหน่ายที่เป็นคนกลาง เพื่อให้บุคคลเหล่านี้กระจายสินค้าไปยังลูกค้าได้มากขึ้น ก็สามารถนำวิธีการส่งเสริมการขายในลักษณะให้ส่วนลดสินค้า การแถมสินค้า การกำหนดเป้าในการซื้อสินค้า การให้ของขวัญพิเศษ ฯลฯมาใช้เป็นแรงจูงใจ และหากต้องการส่งเสริมการขายด้วยการมุ่งสู่พนักงานขาย สามารถใช้วิธีการกระตุ้นด้วยการให้โบนัสพิเศษ การกำหนดเป้าการขาย เพื่อกระตุ้นให้พนักงานเหล่านี้ขายสินค้าได้มากขึ้น

เทคนิคในการส่งเสริมการขายที่นิยมใช้มีหลายวิธี อาทิ การสาธิตคุณประโยชน์และวิธีการใช้สินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคมีความเข้าใจในตัวสินค้า ซึ่งหากเป็นสินค้าชิ้นไม่ใหญ่มาก ผู้ขายสามารถนำไปสาธิตให้ลูกค้าทราบตามจุดต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่ที่สะดวกได้ แต่หากสินค้ามีชิ้นใหญ่ ก็อาจใช้วิธีการเชิญชวนลูกค้าให้เข้ามาชมสินค้าในโรงงานแทน

การจัดแสดงสินค้า Exhibition เป็นวิธีการส่งเสริมการขายวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน เพราะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย และลูกค้าสามารถเลือกชมสินค้าที่นำมาแสดงได้โดยง่าย

การแจกสินค้าตัวอย่าง Sample ส่วนใหญ่มักใช้กรณีที่ออกสินค้าใหม่ เช่น ออกแชมพูสระผมตัวใหม่ ,ครีมทาผิวกลิ่นใหม่ ฯลฯ จุดประสงค์ในการแจกสินค้าตัวอย่างเพื่อให้ผู้บริโภคทดลองใช้ แต่วิธีนี้อาจทำให้มีต้นทุนสูง

การใช้คูปอง Coupon เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการขายที่นิยมใช้แพร่หลายวิธีหนึ่ง เพราะวิธีนี้ลูกค้าที่ได้รับจะถือว่าเป็นการให้ส่วนลดอย่างหนึ่ง โดยลูกค้าสามารถนำคูปองที่แจกให้ไปแลกซื้อสินค้าในราคาพิเศษ วิธีนี้จะทำให้เกิดแรงจูงใจในการซื้อสินค้ามากขึ้น เพราะได้ราคาถูก โดยอาจทำให้ลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าอยู่แล้ว มีความต้องการสินค้าเพิ่ม หรืออาจได้ลูกค้าใหม่ ๆ เข้ามาเพราะมองว่าเป็นราคาพิเศษได้

การให้ของแถมPremium การให้ของแถม เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการขายที่ต้องการให้ลูกค้าเกิดการยอมรับในตัวสินค้ามากขึ้น ซึ่งจะเห็นผลในเวลาอันสั้น โดยอาจเป็นลักษณะการให้สินค้าอื่น ๆ ที่ผู้ประกอบการขายในร้าน หรือผลิตขึ้นฟรี

การใช้แสตมป์การค้า Trading stamp การส่งเสริมการขายวิธีนี้ จะกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดการซื้อซ้ำได้ โดยลูกค้าอาจเกิดความต้องการสะสมแสตมป์ไว้แลกของที่ต้องการ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถขายของได้มากขึ้น และอาจมีลูกค้าประจำกลุ่มหนึ่ง โดยผู้ประกอบการสามารถกำหนดเงื่อนไขสินค้าที่ลูกค้าสามารถแลกซื้อได้ตามความเหมาะสม

การลดราคาสินค้า Price-off การส่งเสริมการขายด้วยการลดราคาสินค้า เพื่อจูงใจให้ลูกค้ามาซื้อสินค้าในช่วงเวลานั้น เป็นกลยุทธ์การกระตุ้นความต้องการของลูกค้า ซึ่งมักได้ผลในระยะเวลาสั้น ผู้ประกอบการสามารถนำสินค้าที่ต้องการมาจัดรายการพิเศษตามช่วงเวลา หรือวัน ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อได้ แต่วิธีการนี้หากนำมาใช้บ่อย อาจทำให้ลูกค้าเกิดความไม่แน่ใจในตัวสินค้าได้ ฯลฯ

และหากผู้ประกอบการมีงบประมาณในการส่งเสริมการขายในระดับหนึ่งอาจเลือกใช้วิธีการโฆษณา ประชาสัมพันธ์สินค้า โดยผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร สื่อโฆษณากลางแจ้ง การใช้ Direct Mail การโฆษณาตามยานพาหนะ ฯลฯ

อย่างไรก็ตามก่อนที่ผู้ประกอบการจะเลือกใช้กลยุทธ์ส่งเสริมการขายวิธีใด ต้องศึกษาปัจจัยแวดล้อมหลายประการ เช่น ลักษณะของตลาด กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย อายุ อาชีพ สถานะภาพของกลุ่มลูกค้า ลักษณะของผลิตภัณฑ์ เพราะผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทจะมีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนกัน รวมทั้งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ราคาจำหน่าย และสิ่งสำคัญคืองบประมาณ เพราะการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในแต่ละครั้งผู้ประกอบการต้องมีเงินทุนพอสมควร ซึ่งผู้ประกอบการต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด…

–กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม–

หมวดหมู่:Knowledge-library

ความภักดีต่อตราสินค้า (Brand Loyalty)

มกราคม 24, 2010 ใส่ความเห็น

ความภักดีต่อตราสินค้า (Brand Loyalty)
บทความโดย บุริม โอทกานนท์

ความภักดีต่อตราสินค้าหรือความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) นั้นทุกวันนี้ถือเป็นงานสำคัญที่แทบทุกบริษัทแสวงหา ยิ่งลูกค้ามีความภักดีต่อตราสินค้ามากเท่าใด มูลค่าโดยรวมของตราสินค้า (Brand Value) นั้น ก็จะมีค่าเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย และการที่ลูกค้ามีความภักดีสูงต่อแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งก็ยังหมายถึงโอกาสใน การสร้างความมั่นคงให้กับแบรนด์ๆ นั้น ทั้งในแง่ยอดขาย การบริหารต้นทุนในการทำธุรกิจที่ต่ำลง โอกาสในการทำกำไรที่มากขึ้น รวมถึงโอกาสในการขยายตลาดของแบรนด์ให้กว้างขวางมากขึ้น

แต่ การจะสร้างความภักดีต่อแบรนด์นั้นคงจะเหมารวมว่าลูกค้าทุกคนนั้นมีความภักดี เหมือนๆ กันหรือมีความภักดีที่อยู่ในระดับเดียวกันนั้นก็คงจะเป็นการสรุปรวบจนเกินไป ซึ่งแท้ที่จริงแล้วความภักดีต่อตราสินค้าของลูกค้านั้นในสามารถแบ่งแยกออก เป็นได้หลายกลุ่ม (Loyalty Segmentation) David A. Aaker ศาสตราจารย์ ชื่อดังด้านการสื่อสารการตลาดได้กล่าวไว้ในเรื่องความภักดีต่อตราสินค้าว่า ความภักดีของลูกค้านั้นอาจจะสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆ 4 กลุ่มดังนี้

กลุ่มที่ไม่ใช้ลูกค้า (Non-customer) กลุ่มนี้เป็นกลุ่มผู้ที่ใช้สินค้าของแบรนด์คู่แข่ง หรือไม่ได้ใช้สินค้าในรูปแบบ หรือชนิดที่บริษัทเสนอเข้าสู่ตลาด

กลุ่มที่อ่อนไหวต่อราคา (Price-switcher) เป็น กลุ่มที่มีความภักดีต่อแบรนด์สินค้าในระดับต่ำ ราคาเป็นเครื่องจูงใจในการตัดสินใจซื้อสินค้า และลูกค้าในกลุ่มนี้พร้อมที่จะเปลี่ยนไปใช้สินค้าแบรนด์อื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบแล้วราคาของคู่แข่งดูเหมาะสมกว่า หรือบางครั้งอาจจะถูกกว่า หรือเกิดจากความเคยชินในการซื้อสินค้ามากกว่าที่จะใช้เหตุผลพิจารณาในการ ซื้อสินค้า ดังนั้นราคาจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะดึงดูดให้เกิดการซื้อซ้ำ ตัวอย่างของสินค้าที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกลุ่มลูกค้าที่เติมแก๊สรถยนต์ นั้นอาจจะไม่ได้สนใจแบรนด์ของแก๊สซักเท่าใดเพราะแบรนด์แต่ละแบรนด์นั้นไม่ ได้แตกต่างอะไรกัน ซึ่งถ้าร้านไหนลูกค้าพบว่าแก๊สมีราคาถูกก็พร้อมที่จะเปลี่ยนไปเติมแบรนด์ๆ นั้นในทันที

กลุ่มที่ใช้สองหรือสามแบรนด์ (Fence Sitter) หาก แบรนด์และสินค้าที่บริษัทวางขายอยู่ในท้องตลาดไม่ได้โดดเด่นหรือแตกต่างจาก คู่แข่งแล้ว ลูกค้าบางกลุ่มก็อาจจะมีความภักดีต่อสินค้าสองถึงสามแบรนด์ในเวลาเดียวกัน และพร้อมที่จะเปลี่ยนแบรนด์ไปมาได้ตลอดเวลา หรือใช้แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งทดแทนกันได้ โดยไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งเฉพาะเจาะจง ตัวอย่างในกรณีที่เห็นได้ชัดคือน้ำอัดลมโคลาที่ลูกค้าหลายๆ คน พร้อมที่จะเลือกดื่มได้ทั้งโคคา โคลาหรือเป๊ปซี่ ขึ้นอยู่กับร้านค้าหรือสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่นั้นมีสินค้าแบรนด์ใด จำหน่ายอยู่ (ในกรณีนี้อาจจะพบลูกค้าที่มีความภักดีต่อแบรนด์ Committed Loyalty ของแบรนด์โคคา-โคลา หรือแบรนด์เปปซี่ ในระดับที่ทดแทนกันไม่ได้ร่วมด้วย)

กลุ่มที่หนักแน่นมั่งคงต่อแบรนด์ (Committed Loyalty) ลูกค้า กลุ่มนี้ถือเป็นยอดปรารถนาของเจ้าของสินค้า เพราะลูกค้ายึดติดในแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งซึ่งแบรนด์โดยมีความรู้สึกว่าแบ รนด์ๆ นั้น เป็นเสมือนเพื่อน คนสนิท หรือคู่ใจ (My Brand) ซึ่ง ในกรณีลูกค้าที่มีความหนักแน่นมั่นคงต่อแบรนด์แบรนด์หนึ่งนั้นมักจะซื้อ สินค้าเพียงแบรนด์เดียว ไม่ลังเลใจที่จะซื้อแบรนด์สินค้านั้นๆ และเกิดการซื้อซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างของสินค้าในกลุ่มนี้เช่นในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ Sony วึ่งอาจจะพบว่าลูกค้าบางรายปฏิเสธที่จะซื้อสินค้าแบรนด์อื่นๆ แต่จะจำเพาะเจาะลงไปที่แบรนด์ Sony เท่า นั้น ซึ่งการที่บริษัทสามารถสร้างความภักดีต่อแบรนด์ในระดับนี้ได้นั้นไม่ใช่ เรื่องงานต้องอาศัยทั้งเวลา การเข้าใจลูกค้า รวมทั้งการบริหารแบรนด์ให้อยู่ในใจของลูกค้าอย่างต่อเนื่องไม่ให้สาน สัมพันธ์นั้นขาดสะดุดหยุดลง

ดังนั้นความท้าทายของนักการตลาดและผู้บริหารแบรนด์สินค้าก็คือความสามารถที่จะเปลี่ยนลูกค้าในกลุ่ม Fence Sitter ให้กลายมาเป็นลูกค้าในกลุ่ม Committed Loyalty ได้อย่างไร และการที่จะพัฒนาลูกค้ากลุ่ม Committed Loyalty ให้มีความแข็งแรง ไม่เปลี่ยนใจ รวมทั้งยังช่วยสื่อสารเรื่องราว ประสบการณ์ที่ดีๆ ของแบรนด์ๆ นั้นออกไปสู่ผู้อื่นได้มากน้อยเพียงใด

และ เพื่อที่จะกระตุ้นหรือสนับสนุนส่งเสริมให้ลูกค้ามีความภักดีต่อแบรนด์เราอาจ จะต้องเข้าใจลูกค้าให้ถ่องแท้และดูว่าสิ่งใดที่ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อ มั่นและภักดีต่อแบรนด์ของเรา กิจกรรมการตลาดที่เน้นเรื่อง Loyalty ที่เราพบเห็นกันบ่อยๆ ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของ Loyalty Card ที่บริษัทหลายๆ แห่งนำมาใช้ โดยกลุ่มสายการบินนั้นเป็นกลุ่มธุรกิจแรกๆ ที่นำแนวคิดนี้มานำเสนอและเรียกว่า Frequent-flyer Mileage และต่อมาก็มีอีกหลายกลุ่มธุรกิจนำมาประยุกต์ใช้ในชื่อต่างๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น Frequent-buyer Program หรือ Loyalty Program

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการตลาดอื่นๆ อีกที่เราอาจสามารถพบเห็นกันได้เช่น การสร้าง Customer Club ซึ่งมีทั้งที่เป็นรูปแบบ มีอาคารสถานที่ หรือมีกิจกรรมพบปะสังสันกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน หรือในอีกรูปแบบก็จะเป็นในลักษณะของ Virtual Club ที่เราอาจจะพบเห็นได้โดยการสื่อสารแบบ Online ซึ่งสมาชิกสามารถจะพบปะพูดคุยกันในโลก Cyber

กรณี ศึกษาหนึ่งของบ้านเราที่ผมได้พบจากการทำวิจัยของนักศึกษาของวิทยาลัยการ จัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ในเรื่องของการสื่อสารการตลาดเพื่อสร้าง Loyalty ให้ กับแบรนด์ร้านค้าในต่างจังหวัดนั้นมีเรื่องราวที่น่าสนใจอยากจะแบ่งปันให้ ท่านผู้อ่านทราบ หรือหากหลายๆ คนที่ทำธุรกิจแบบเดียวกันนี้อาจจะนำไปใช้ได้ก็คือ การทำ CSR เพื่อสร้าง Loyalty ครับ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่ต้องการจะทราบว่าการสื่อสารการตลาดชนิดใดมีผลต่อการสร้าง Loyalty ของ ร้านค้าเครื่องมือทางการเกษตร ท่านอาจจะลองวาดภาพเครื่องมือทางการทำการเกษตรดูนะครับว่ามีอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นรถไถ ปั๊มน้ำ เครื่องพ่นยาฆ่าแมลง จอบ เสียม หรือข้าวของอื่นๆ ที่ใช้ในทำเกษตรกรรม ซึ่งตามความเชื่อก่อนทำการวิจัยเราท่านก็อาจจะคิดเหมือนกันว่า สิ่งที่สามารถจูงใจชาวบ้านได้ดีคือเรื่องของการลดราคา ของแจกแถม ต่างๆ นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องของการสื่อสารผ่านวิทยุชุมชน การใช้ป้ายโฆษณา ต่างๆ

จาก การวิจัยพบว่าถึงแม้เครื่องมือสื่อสารการตลาดเหล่านี้จะเข้าถึงกลุ่มชาวนา เกษตรกร ได้จริง แต่เครื่องมือสื่อสารเหล่านี้กลับส่งผลในด้านของความภักดีในระดับที่ยังไม่ น่าพอใจ  และความต้องการซื้อสินค้าที่ร้านใดร้านหนึ่งนั้นจะ เป็นการถูกกระตุ้นในชั่วครั้งชั่วคราวหรือชั่วขณะที่มีการทำโปรโมชั่นนั้นๆ เมื่อช่วงเวลาของการโปรโมชั่นหมดไปความรู้สึกนึกคิดก็จะค่อยเลือนไปด้วย ซึ่งเราอาจะสามารถระบุกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้ได้ว่าเป็น Fence Sitter หรือ ผู้ที่ใช้เลือกใช้บริการร้านค้าหนึ่ง ถึง สองร้านค้า แต่ที่น่าสนใจคือผลของการทำวิจัยกลับพบเครื่องมือสื่อสารการตลาดอีกชนิดที่ น่าสนใจ และนำในการสร้าง Loyalty ของสินค้าการเกษตรได้อย่างเกิดผล ซึ่งแตกต่างจากที่คิดไว้ในตอนแรกก็คือเรื่อง ‘การสร้างถาวรวัตถุให้กับชุมชน และการเข้าร่วมทำกิจกรรมกับชุมชน’ หรือในภาษาการตลาดเรียกว่า Cause Marketing ซึ่งก็เป็นเรื่องของการทำกิจกรรมการตลาดที่รับผิดชอบต่อสังคมประเภทหนึ่ง (CSR: Corporate Social Responsibility)

สิ่ง ที่พบก็คือชาวบ้านที่ทำนา และทำการเกษตรในจังหวัดหนึ่งในภาคอีสานที่ทำการลงพื้นที่สำรวจนั้นได้ให้ ความคิดเห็นว่า พวกเขาจะมีความรู้สึกดีๆ กับร้านค้าร้านใดร้านหนึ่งหนือแบรนด์สินค้าแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง หากพวกเขาทราบว่า ร้านค้าหรือแบรนด์ๆ นั้นมีส่วนในการสร้างหรือสนับสนุนการพัฒนาหรือสร้างความเจริญให้กับชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างศาลา สร้างโรงเรียน การสร้างถาวรวัตถุให้กับชุมชน หรือมีส่วนร่วมในการพัฒนาหมู่บ้านและเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ที่หมู่บ้านนั้นๆ จัดขึ้น

บาง ครั้งกิจกรรมการตลาดเหล่านี้ไม่ใช่ว่าร้านค้าหรือบริษัทการเกษตรจะไม่มีการ ทำเสียเลย แต่พบว่าบริษัทหลายๆ บริษัทหรือร้านค้าหลายๆ ร้าน ยังให้ความสำคัญกับเรื่อง Cause Marketing ในระดับต่ำ เพราะการทำ Cause Marketing นั้น ไม่สามารถให้ผลในแง่ของยอดขายแบบทันอกทันใจเหมือนการลดแลกแจกแถม ทั้งยังไม่สามารถวัดออกมาได้ชัดแจนว่า จะส่งผลด้านความภักดีมากน้อยเพียงใดต่อกิจกรรมประเภทนี้ที่ลงทุนไป

และ จากผลวิจัยทำให้เราทราบว่า ความแตกต่างของการทำกิจกรรมสื่อสารการตลาดในรูปแบบนี้คือระดับของความภักดี นั้นแทนที่จะสะสมอยู่ในบัตรกลับกลายเป็นการสะสมอยู่ในตัวของลูกค้า ลูกค้าพกความภักดีนี้ติดตัวอยู่ตลอดโดยไม่ต้องมีการแสตมป์บัตร หรือสะสมแต้มให้ยุ่งยาก และทุกแต้มมีค่าไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับลูกค้า เพราะลูกค้าเป็นผู้ให้แต้มแทนที่บริษัทหรือร้านค้าจะเป็นผู้ให้กับลูกค้า

อาจจะเห็นได้ว่าการสร้างความภักดีของลูกค้าไปสู่ระดับ Committed Customer นั้น อาจจะเป็นเรื่องของการทำตลาดในระยะยาวมากกว่าการส่งเสริมการขายในลักษณะโจม ตีฉาบฉวยในระยะเวลาสั้นๆ เครื่องมือที่จะนำไปสู่ความมั่นคงของแบรนด์และสร้างความภักดีในใจลูกค้ากลับ เป็นเรื่องของความรับรู้และความรู้สึกภายในมากกว่าเรื่องภายนอก นั่นคือไม่ใช่แค่การให้ข้าวของ แต่เป็นการให้ใจสู่ใจเสียมากกว่า ท่านผู้อ่านลองนำไปใช้ดูนะครับ แล้วท่านอาจจะพบว่าคนที่ต้องสะสมแต้มนั้นอาจจะไม่ใช่ลูกค้าของท่านเสียแล้ว แต่กลายเป็นตัวท่านเองครับที่ต้องสะสมแต้มแทน

บางส่วนของบทความนี้ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 พ.ย. 2552 ปีที่33 ฉบับที่ 4157

หมวดหมู่:Knowledge-library

จัดโปรโมชั่นอย่างไร ให้ได้ผล

มกราคม 24, 2010 ใส่ความเห็น

ถึงเวลาที่ผู้ประกอบการจะต้องนำเอาหลักการตลาดมาใช้ในการทำงานมากขึ้น หากยังจำกันได้
ก็จะเข้าใจดีว่า promotion คือส่วนหนึ่งที่นักการตลาดสามารถพึ่งพาได้เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า การทำตลาดด้วยกิจกรรมต่างๆ เพื่อประกาศให้ลูกค้ารู้ว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นมีอะไรพิเศษๆ แล้วกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายหันมาสนใจและ ตัดสินใจซื้อ คือสิ่งที่น่าจะต้องทำในช่วงนี้

การทำโปรโมชั่นให้กับสินค้าและบริการ สามารถทำได้ทั้งการใช้สื่อต่างๆ เพื่อใช้เป็นช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า วิธีนี้อาจไม่เหมาะสมกับธุรกิจที่มีงบฯการตลาดที่ค่อนข้างจำกัด แต่ธุรกิจขนาดย่อมก็สามารถบริหารและจัดการเรื่องการใช้สื่อด้วยวิธีประหยัดได้เช่นกัน เช่น การส่งข่าวประชาสัมพันธ์ถึงรายละเอียดโปรโมชั่นที่จัดขึ้น โดยมุ่งไปที่สื่อประเภทหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่มีคอลัมน์ที่เกี่ยวกับธุรกิจที่กำลังทำอยู่ ดิฉันเคยเห็นธุรกิจร้านอาหารแห่งหนึ่งใช้วิธีสื่อสารไปถึงลูกค้าด้วยการเชิญนิตยสารและคอลัมนิสต์เกี่ยวกับอาหารมาชิม

แล้วเขียนถึงรสชาติการให้บริการ พร้อมทั้งให้สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่มาจากหนังสือฉบับนั้นๆ เป็นต้น แต่วิธีนี้จะต้องอาศัยความเข้าใจในงานประชาสัมพันธ์และความพยายามในการทำงานเพื่อ  เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ต้องการ โปรโมชั่น ไม่ใช่เฉพาะร้านอาหารเท่านั้นที่สามารถใช้สื่อสิ่งพิมพ์เป็นช่องทางในการเข้าถึงลูกค้า แต่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน อาจเริ่มต้นด้วยการนำเอาผลิตภัณฑ์ไปให้สื่อได้ชิมถึงสำนักพิมพ์ ดิฉันเชื่อว่าวิธีนี้น่าจะทำ ให้สื่อเห็นใจและนำเสนอข่าวของผลิตภัณฑ์บ้าง เพราะที่ผ่านมาแบรนด์อื่นๆ ก็มักใช้กลยุทธ์ดังกล่าวเพื่อสร้างข่าวให้กับองค์กร หากธุรกิจเอสเอ็มอีลงมือทำแบบนี้กันบ้าง

สื่อคงไม่ใจดำกับผู้ประกอบการอย่างแน่นอน โดยเฉพาะทุกวันนี้สื่อสิ่งพิมพ์ส่วนใหญ่ก็มักมีคอลัมน์เกี่ยวกับธุรกิจเอสเอ็มอีอยู่แล้ว นอกจากนี้แล้วผู้ประกอบการยังสามารถใช้ช่องทางอื่นๆ ในการสื่อสารถึงโปรโมชั่น พิเศษของผลิตภัณฑ์ได้อีก เช่น การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งทุกวันเว็บไซต์ต่างๆ ได้เปิดโอกาสให้มีการโฆษณาซื้อ-ขายสินค้าได้อย่างเสรี หรือถ้ามีงบประมาณบ้างก็อาจลงทุนกับสื่อที่ประหยัด เช่น ใบปลิว แผ่นพับ โปสเตอร์ หรือรถแห่ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ก็สามารถสร้างการรับรู้ให้กับลูกค้าได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

นอกจากการนำเสนอโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม ผ่านสื่อสารมวลชนแขนงต่างๆ แล้ว การจัดโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ สำหรับลูกค้ายังสามารถสื่อสารได้ด้วยการผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถบ่งบอกถึงลักษณะพิเศษของสินค้าและบริการ ทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อในที่สุด เช่น การจัดกิจกรรมร่วมกับองค์กรต่างๆ หรือการสนับสนุนกิจกรรมที่หน่วยงานอื่นจัดขึ้น และเป็นที่รู้จักของประชาชนและต้องการมาร่วมงาน นอกจากนี้แล้วยังสามารถลงทุนจัดกิจกรรมเองในงานมหกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ในกลุ่มลูกค้า

อย่างไรก็ตาม มีข้อแนะนำว่าการจัด โปรโมชั่นด้วยวิธีต่างๆ จะไม่เกิดประโยชน์เลย หากไม่สามารถทำให้ลูกค้าเป้าหมายได้รู้ว่าองค์กรกำลังพยายามทำอะไรอยู่ ดังนั้นการสื่อสารด้วยวิธีการต่างๆ จึงถือว่ามีความจำเป็นสูงสุด ทั้งนี้ผู้ประกอบการไม่ควรลืมว่าโปรโมชั่นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของหลักการทำงาน ซึ่งจำเป็นต้องทำให้สอดคล้องกันระหว่างผลิตภัณฑ์ สถานที่ และราคา มิเช่นนั้น  ก็อาจไม่ได้ช่วยให้การทำงานประสบความสำเร็จนัก สุดท้ายขอฝากข้อคิดไว้ว่า การทำ โปรโมชั่นให้กับสินค้าไม่ควรนึกถึงเรื่องการลด แลก แจก แถมเท่านั้น ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่สามารถทำให้การโปรโมชั่นแต่ละครั้งสามารถสร้างยอดขายได้ และอย่าลืมมองหาพันธมิตรทางธุรกิจไว้เป็นทางเลือกในการทำโปรโมชั่นด้วยนะคะ

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

หมวดหมู่:Knowledge-library

การตลาดว่าด้วยเรื่องของแบรนด์

มกราคม 24, 2010 ใส่ความเห็น

การตลาดว่าด้วยเรื่องของแบรนด์
บทความโดย บุริม โอทกานนท์

เมื่อ พูดถึงเรื่องของการสร้างแบรนด์แล้ว หลายๆคนก็คงจะสนใจว่าเราจะสร้างแบรนด์กันได้อย่างไร เพราะหากธุรกิจมีแบรนด์ที่แข็งแรงแล้ว ก็เหมือนมีปราการด่านสำคัญที่จะทานทนต่อแรงกระแทกจากการโหมกระหน่ำของการ ต่อสู้แย่งชิงลูกค้าที่เห็นกันได้บ่อยๆ ในภาคธุรกิจทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบุกยึดกลุ่มลูกค้ากันด้วยกลเม็ดด้านราคา หรือการออกสินค้าใหม่มาครอบคลุมตลาด ดังนั้นการมีแบรนด์แข็งแรงและเป็นที่ยอมรับก็จะทำให้การตัดสินใจของลูกค้า ที่จะซื้อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งนั้นง่ายขึ้นแม้ว่าสินค้านั้นๆ ลูกค้าอยู่กับเรานานขึ้น ถึงแม้สินค้าบางอย่างจะเหมือนกันแต่มีราคาต่างกันก็ตาม

หลายคนยังมีข้อสงสัยว่าตกลงแล้วสินค้า (Product) กับแบรนด์ (Brand) นั้นมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร บางทีก็ดูเหมือนนักการตลาดเวลาจะสร้างความคึกคักตื่นเต้นให้กับตลาดก็จะออก สินค้าใหม่แต่บางทีก็ออกแบรนด์ใหม่ ซึ่งก็เกิดความสับสนว่าสินค้าหรือแบรนด์นั้นใครสำคัญกว่ากัน

ซึ่ง หากเรามองกันลึกๆ แล้วจะพบว่าถึงแม้แบรนด์นั้นส่วนใหญ่จะเริ่มต้นจากสินค้าแต่หากมองในระยะยาว แล้วแบรนด์จะกลายเป็นผู้กำหนดขอบเขตและผลักดันสินค้ามากกว่าตัวสินค้าเอง ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือหากท่านเป็นผู้ผลิตสินค้าสักอย่าง เช่นเป็นผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ในเริ่มแรกนั้นท่านอาจจะมีสินค้าที่มีแบ รนด์ที่ท่านกำหนดขึ้น แต่มาภายหลังแบรนด์ที่ท่านกำหนดขึ้นเกิดเป็นที่ยอมรับในตลาดบนหรือตลาดที่มี ความสามารถในการจับจ่ายสูง เนื่องจากการกำหนดราคาตั้งไว้ตอบรับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงในกลุ่มนี้ แต่ในขณะเดียวกันท่านก็อาจจะต้องการลูกค้าในกลุ่มตลาดล่างด้วยเพื่อสร้างฐาน ลูกค้าให้กว้างเพื่อที่จะได้ครอบคลุมตลาดและมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ทำให้ ธุรกิจขายเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านอยู่รอดได้ ดังนั้นในกรณีเช่นนี้หนทางหนึ่งที่อาจจะช่วยให้ท่านสามารถทำการตลาดครอบคลุม ตลาดล่างได้ก็คือการใช้กลยุทธ์ออกแบรนด์ใหม่เพื่อสร้างแบรนด์ไว้เจาะตลาด ล่างที่มีกำลังซื้อต่ำกว่าโดยเฉพาะ

ถึง แม้ความแตกต่างของสินค้าในตลาดบนกับตลาดล่างนั้นจะมีอยู่ไม่มากก็ตาม ท่านก็จำเป็นต้องออกแบรนด์ใหม่ออกมาสู้ เพราะหากท่านย้ายหรือขยายอณาเขตของแบรนด์เดิมหรือแบรนด์เก่าลงมาเพื่อจะใช้ สู้กับตลาดล่างหรือที่เรียกว่าต้องการจะเอาแบรนด์เดียวคลุมทั้งตลาด ท่านก็อาจจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงในการที่ลูกค้าเก่าในตลาดบนจะหลบ ลี้หนีหายจากท่านไป เพราะพวกเขาคิดว่าแบรนด์ของท่านนั้นไม่เช่นแบรนด์ที่ทำสินค้าขึ้นมาตอบสนอง พวกเขาอีกต่อไป

การ สูญเสียลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงไปนั้นก็จะทำให้ท่านดำเนินธุรกิจได้ยากมาก ขึ้นเพราะการขายสินค้าที่ราคาสูงถึงแม้จะขายได้น้อยชิ้นแต่ก็ทำให้ท่านมีราย ได้และผลกำไรที่อยู่ได้ แต่เมื่อใดที่ลดตัวลงสู่ตลาดล่างนั่นหมายถึงราคาที่ต้องถูกตามไปด้วย ท่านก็อาจจะต้องขายในปริมาณที่มากขึ้น เหนื่อยมากขึ้นเพื่อที่จะให้ได้กำไรที่เท่าเดิม ดังนั้นการใช้แบรนด์ๆ เดียวเพื่อจะยึดครองตลาดทุกกลุ่ม (Segment) ก็อาจจะไม่ใช่หนทางการทำธุรกิจที่ทำได้ง่ายนัก

และหากจะแยกประเภทของแบรนด์เพื่อทำความเข้าใจแบรนด์นั้นมีกี่รูปแบบกันแน่ ก็พอจะแยกแบรนด์ออกได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ

1. House of Brands
2. Endorsed Brands
3. Subbrands
4. Brand Houses

House of Brands นั้น หมายถึงแบรนด์ที่บริษัทต่างๆ สร้างขึ้นมานั้นมีความเป็นอิสระของแบรนด์ตัวเองค่อนข้างมาก โดยบางครั้งเราไม่ทราบเลยว่าแบรนด์นั้นมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ แบรนด์หลักหรือบริษัทที่สร้างแบรนด์เหล่านั้นขึ้นมาอย่างไร เพราะบริษัทเจ้าของแบรนด์นั้นต้องการให้แบรนด์นั้นๆ ยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าด้วยชื่อที่สินค้านั้นๆ สร้างขึ้น และในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างผลกกำไรให้กับบริษัทแม่ของแบรนด์นั้นได้ด้วย

ตัวอย่าง ที่อาจจะเห็นเป็นรูปธรรมก็คือแบรนด์ในกลุ่มต่างของบริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชัลแนล หรือที่รู้จักกันในนามของกลุ่มไมเนอร์ หากพิจารณาแบรนด์ต่างๆที่บริษัทไมเนอร์ถือครองไว้ในกลุ่มโรงแรมเช่น แบรนด์โรงแรม Anatara, Desert Island, Four Seasons , Habor View Hotel แล้ว ก็จะพบว่าแต่ละแบรนด์นั้นก็ใช้หลักการบริหารตัวเอง มีการจัดกิจกรรมการตลาดการประชาสัมพันธ์และการบริหารที่แทบจะเรียกว่าไม่ เกี่ยวข้องกับแบรนด์อื่นๆ โดยมีกลุ่มผู้บริหารของไมเนอร์เป็นผู้ดูแลด้านนโยบายและทิศทางของแต่ละแบ รนด์

Endorsed Brands ลักษณะประการหนึ่งของ Endorsed Brand ก็คือมีความเป็นอิสระในการบริหารแบรนด์คล้ายๆ กับ House of Brand แต่แบรนด์หลักหรือ
แบ รนด์ของบริษัทแม่นั้นมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อในเชิงการประทับรับรอง หรือ การแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวพันของแบรนด์กับแบรนด์หลัก กลยุทธ์ของแบรนด์ประเภทนี้คือการที่จะทำให้แบรนด์สินค้านั้นมีความน่าเชื่อ ถือมากขึ้นในสายตาของผู้บริโภค แรงขับเคลื่อน (Driver Role) ของ แบรนด์นั้นจะมาจากสองส่วนคือแบรนด์สินค้าเองและแบรนด์หลักหรือแบรนด์ของ บริษัทแม่ แต่ในกรณีนี้เราจะเห็นน้ำหนักหรือพลังของแรงขับเคลื่อนของแบรนด์นั้นอยุ่ที่ แบรนด์สินค้าเป็นหลัก รูปแบบของ Endorsed Brand ที่เราเห็นกัน ในตลาดก็อย่างเช่นแบรนด์ของรายการโทรทัศน์เช่น รายการแฟนพันธุ์แท้ เกมทศกัณฐ์ ชิงช้าสวรรค์ ยกสยาม ชิงร้อยชิงล้าน รักต้องซ่อม หรือคุณพระช่วย รายการโทรทัศน์เหล่านี้นั้นมีแรงขับเคลื่อนเป็นของตนเองแต่ก็ยังได้รับการ ประทับรับรองจากแบรนด์หลักหรือแบรนด์ของบริษัทแม่อย่าง เวิร์คพอยต์ เอนเตอร์เทนเม้นต์ เป็นต้น

Subbrands เป็น ลักษณะของการสร้างแบรนด์โดยใช้แบรนด์หลักหรือแบรนด์ของบริษัทแม่เป็นตัวขับ เคลื่อนหลักเพื่อผลักดันสินค้า กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อ ในขณะที่แบรนด์รอง (Subbrand) นั้นมีหน้าที่เป็นส่วนสนับสนุน ทำให้เกิดการรับรู้ในเรื่องของลักษณะ คุณประโยชน์ คุณสมบัติ และขับเคลื่อนความต้องการซื้อหรือใช้สินค้าของสินค้า เรียกได้ว่าเหมือนลักษณะพ่อแม่เชียร์ลูกตัวเองนั่นเอง รูปแบบของ Subbrand ที่เราเห็นกันในตลาดนั้นมีอยู่มากมายแต่ที่เห็นได้ชัดเจนมาก็คือสินค้าในกลุ่มยานยนต์เช่นแบรนด์ ฮอนด้าแอคคอร์ด (Honda Accord) ฮอนด้า ซีวิค (Honda Civic) ฮอนด้า แจซ (Honda Jazz) เป็น ต้น ซึ่งจะเห็นได้หากคำว่า แอคคอร์ด ซีวิค หรือ แจซ อยู่โดดนั้นก็อาจจะทำให้สินค้านั้นดูด้อยค่าลงไปแต่เมื่อเพื่อคำว่า ฮอนด้าเข้ามานำหน้า ก็เสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ ทำให้คนรับรู้ว่านี่คือสินค้ารถยนต์ที่มาจากบริษัทผลิตรถยนต์ที่มีชื่อเสียง มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ

Brand Houses นั้น ก็เป็นกลยุทธ์ของการสร้างแบรนด์อีกประเภทหนึ่งที่ใช้แบรนด์หลักเป็นชื่อใน การขับเคลื่อนสินค้า และมีแบรนด์รองเป็นส่วนขยายความหมายของแบรนด์หลัก โดยที่กลุ่มสินค้าที่นำออกวางขายนั้นอาจจะมีอัตตลักษณ์ (Identity) ที่มีความเหมือนกันหรือแตกต่างกันก็ได้ ซึ่งในหลายๆ กรณีนั้นแบรนด์ต่อท้ายนั้นอาจจะไม่ได้มีความหมายมากไปกว่าการขยายความของแบ รนด์หลักให้ดูเด่นชัดขึ้น กรณีนี้เช่นแบรนด์ โนเกีย (Nokia) ท่านอาจจะเห็นแบรนด์โนเกียโดยมีชื่อรุ่นต่อท้ายเพื่อที่จะทำให้รู้ว่าสินค้า โทรศัพท์ของโนเกียนั้นอยุ่ในกลุ่มไหน หรือเหมาะสำหรับคนระดับใด เช่น Nokia N Series นั้น ก็เป็นกลุ่มสินค้าที่มีความหรูหราในระดับกลาง มีคุณสมบัติการใช้งานได้หลากหลายและตอบสนองกับผู้ที่ต้องการใช้เทคโนโลยีที่ ล้ำสมัย มีการดีไซน์ที่มีลักษณะจับตาต้องใจ ในขณะที่ Nokia เป็น Series ของตัวเลขนั้นก็จะเป็นอีกสายพันธุ์หนึ่งหากมีตัวเลขต่ำก็จะเป็นกลุ่มราคาย่อยเยาเช่น Nokia 1650, 2760 เป็นต้น ในบางกรณีนั้นแบรนด์สินค้าที่เป็น Brand Houses ก็อาจจะใช้แบรนด์เดียวกันแต่บริษัทอาจจะสร้างอัตตลักษณ์ของแบรนด์ให้แตกต่างกัน (Different Identity) เช่นกลุ่ม Central เราอาจะเห็นแบรนด์ Central แบรนด์ชื่อเดียวกันนี้แต่มีรูปแบบของการดำเนินธุรกิจที่มีความแตกต่างกันเช่น ห้างสรรพสินค้า Central,  Central Grand Plaza and Hotel, Central Retail ซึ่งแต่ละแบรนด์ใช้ชื่อ Central เหมือนๆ กันแต่มีอัตตลักษณ์ในการธุรกิจแตกต่างกันเพราะสังกัดในกลุ่มธุรกิจของเครือเซ็นทรัลที่แตกต่างกัน (กลุ่มธุรกิจหลักของ Central นั้นมี 5 กลุ่มหลักได้แก่ Central Retail, CPN Property Development and Investment, CRG-Central Restaurant Group, Centara Hotel & Resort, CMG-Central Marketing Group) ซึ่งกลุ่มธุรกิจหลักเหล่านี้ทำหน้าที่แตกต่างกันแต่สินค้าในแต่ละกลุ่มหลายๆ ตัวก็ใช้ชื่อ Central เป็นชื่อหลักในการผลักดันสินค้านั้นๆ

แต่ อย่างไรก็ตามสายพันธ์ของการพัฒนาแบรนด์นั้นไม่ได้หยุดนิ่งหรือเป็นในรูปแบบ เดียว หรือรูปแบบเดิมๆ อยู่อย่างตลอดเวลา แบรนด์นั้นก็เหมือนมนุษย์เราที่มีพัฒนาการ การคลื่อนไหว เติบโตอย่างไม่หยุดนิ่ง ตัวอย่างของการขยายสายพันธุ์ของแบรนด์ที่เห็นได้ชัดเช่น กลุ่มสายพันธุ์โตโยต้า โคโลลา (Toyota Corolla) ซึ่งหากกล่าวถึง Subbrand ที่ชื่อ Corolla คนรุ่น Baby Boomer รุ่น Generation X หรือกลุ่มผู้รักรถก็อาจจะรู้จักชื่อของ Subbrand Corolla เป็นอย่างดี แต่กลุ่มคน Generation Y หรือคนรุ่นใหม่นั้นอาจจะไม่คุ้นเคยกับชื่อกลางของ Corolla สักเท่าไร

Corolla นั้นเป็นแบรนด์รถโตโยต้าสายพันธุ์เล็กที่ได้รับความนิยมมานาน ซึ่งสายพันธุ์นี้ก็พัฒนาตัวเองออกมาเป็น Altis หากเขียนเรียงลำดับกันแบบชื่อเต็มก็คงเป็น Toyota Corolla Altis นั่นเอง ซึ่ง Toyota เลือกที่จะโปรโมทคำว่า Altis มากกว่าคำว่า Corolla ก็อาจะเพราะคำว่า Corolla นั้น ยังอาจไม่แข็งแรงเพียงพอที่จะยืนหยัดอย่างเต็มรูปแบบด้วยตัวเองโดยแบรนด์แม่ หรือโตโยต้ากำกับหรือหนุนหลัง หรือเรียกง่ายๆ ว่าขยับตัวจาก Subbrand ไปเป็น Endorsed Brand เลยนั้นยังจะมีความเสี่ยงในเรื่องการยอมรับของผู้บริโภค ดังนั้นจึงนำเอาคำว่า Corolla มาใช้เป็นแบรนด์กลางแทนที่จะเป็นแบรนด์หลักและมี Altis ห้อยต่อท้าย

บทความนี้ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร Strategy+Markeing (S+M) Vol. 8 Issue 087, May 2009.

เกี่ยวกับผู้เขียน
บุริม โอทกานนท์ เป็นประธานสาขาวิชาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล
Email: // cmburim@mahidol.ac.th

หมวดหมู่:Knowledge-library

HOT NEWS!!

มกราคม 24, 2010 1 ความเห็น

ตอนนี้สายตรวจเต็มออฟฟิศ ระวังตัวกันด้วย มีอะไรก็อัพเดตผ่านบล็อคละกัน

หมวดหมู่:HOT NEWS

แผนการประชาสัมพันธ์ร้าน

มกราคม 24, 2010 1 ความเห็น

ฝากวัลกับตูนวางแผนการโปรโมทร้านแล้วก็อัพเดตในหัวข้อนี้ได้เลย

หมวดหมู่:Promotion